Bangpakok Hospital
  • A
  • A
  • A
BPK Hotline

ฟันผุนิดเดียว ไม่เป็นอะไรจริงหรอ??

23 ต.ค. 2566


   “ฟัน”
นับเป็นอีกอวัยวะหนึ่งที่สำคัญของร่างกายที่ต้องหมั่นดูแลรักษาให้มีความแข็งแรง เพราะนอกจากจะช่วยในการบดเคี้ยวอาหารแล้ว ฟันยังมีส่วนสำคัญในการช่วยเสริมสร้างบุคลิกภาพที่ดี
   หลายคนคงได้ยินคำว่า “ฟันผุ” บ่อยครั้ง และคิดว่าฟันผุนิดหน่อยคงไม่เป็นอะไร แต่จริงๆแล้ว หากปล่อยให้ฟันผุโดยไม่รักษา เนื้อฟันอาจถูกทำลายถึงโพรงประสาท และรากฟัน จนเกิดปัญหาตามมา ไม่ว่าจะอาการเสียวฟัน ปวดฟัน มีกลิ่นปาก และอื่นๆอีกมากมาย แล้วจะมีวิธีดูแลอย่างไรไม่ให้เกิดฟันผุ หรือถ้ามีฟันผุควรทำอย่างไร?? ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักโครงสร้างของฟันกัน

โครงสร้างของฟัน

  • เคลือบฟัน (Enamel) เป็นส่วนผิวที่คลุมอยู่ชั้นนอกสุดของฟัน เป็นชั้นที่แข็งแรงที่สุด ทำหน้าที่ป้องกันโครงสร้างภายในของฟัน รับน้ำหนักในการบดเคี้ยว โดยมีโครงสร้างเป็นผลึก ไม่มีเส้นเลือดและเส้นประสาท จึงเป็นส่วนที่ไม่ได้รับความรู้สึก เวลาที่ฟันเริ่มผุจึงไม่มีอาการเจ็บปวดใดๆ
  • เนื้อฟัน (Dentine) เป็นส่วนประกอบถัดเข้ามาจากเคลือบฟัน ประกอบด้วยท่อเล็กๆ จำนวนมาก ซึ่งเชื่อมต่อระหว่างเคลือบฟันและโพรงประสาทฟัน โดยในท่อแต่ละท่อจะมีเส้นประสาทและของเหลวที่หล่อเลี้ยงเส้นประสาทอยู่ ถ้าหากฟันผุลึกถึงชั้นเนื้อฟันจึงทำให้รู้สึกปวดฟัน หรือเสียวฟันได้
  • โพรงประสาทฟัน (Dental pulp) เป็นช่องภายในฟันที่มีเนื้อเยื่ออ่อนของเซลล์ชนิดต่างๆ เส้นประสาท เส้นเลือด ระบบน้ำเหลือง โพรงประสาทฟันนอกจากเป็นส่วนที่ช่วยลำเลียงสารอาหารไปเลี้ยงเนื้อฟันแล้ว ยังทำหน้าที่ในการรับรู้ความรู้สึกอีกด้วย เมื่อฟันผุทะลุถึงโพรงประสาทฟันและเกิดการอักเสบ จะทำให้มีอาการปวดฟันอย่างมากโดยเฉพาะในเวลานอน เนื่องจากขณะที่เรานอน ฟันจะอยู่ระนาบเดียวกับหัวใจ ทำให้ของเหลวจากการอักเสบของเนื้อเยื่อในโพรงประสาทออกมาคั่งอยู่ในคลองรากฟันได้มาก จึงทำให้มีอาการปวด
  • เหงือก (gum) เป็นเนื้อเยื่อที่เต็มไปด้วยเส้นเลือดทำหน้าที่หุ้มยึดคอฟันและรากฟันไว้ในกระดูกขากรรไกร
  • กระดูกเบ้าฟัน (alveolar bone) เป็นกระดูกขากรรไกรที่รากฟันฝังอยู่ มีหน้าที่รองรับรากฟัน การที่มีฟันผุและโรคเหงือกอักเสบรุนแรงสามารถทำให้กระดูกเบ้าฟันละลายตัว ฟันโยก และนำไปสู่การสูญเสียฟัน

ฟันผุเกิดจากอะไร?

   ฟันผุ เกิดจากเชื้อจุลินทรีย์ในช่องปาก มีฤทธิ์ทำลายผิวฟัน เกิดได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ คนส่วนใหญ่จะละเลยไม่ไปหาหมอฟันเพื่อทำการรักษา เพราะปรากฏเป็นแค่รอยฟันผุในระยะแรก และไม่ได้รู้สึกเจ็บปวดมาก แต่หากปล่อยไว้จะเกิดเป็นรูขึ้น โดยเริ่มจากรูเล็กๆ ลุกลามใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นโรคฟันผุทะลุโพรงประสาทฟันได้

ระดับความรุนแรงของอาการฟันผุ

ฟันผุระยะที่ 1  เป็นระยะเริ่มต้น บริเวณฟันจะเห็นเป็นสีเทาๆ หรือสีดำ อาจมีสีขาวขุ่นรอบๆ ซึ่งเกิดจากเนื้อฟันถูกทำลายบางส่วน ระยะนี้ยังไม่มีอาการใดๆ
ฟันผุระยะที่ 2  ระยะนี้ผิวฟันจะเห็นเป็นรูฟันผุชัดเจนและลุกลามกว้าง ลึกลงชั้นเนื้อฟันใกล้โพรงประสาท ทำให้เกิดอาการเสียวฟันเวลารับประทานของหวาน ร้อนหรือเย็น
ฟันผุระยะที่ 3  เป็นระยะที่ฟันผุลุกลามไปถึงโพรงประสาทฟัน เส้นประสาทรับรู้ความรู้สึกได้อย่างชัดเจน ทำให้มีอาการปวดทรมาน ไม่สามารถเคี้ยวอาหารได้
ฟันผุระยะที่ 4  เป็นระยะรุนแรง ที่อาการอักเสบลุกลามขยายวงกว้างไปรอบตัวฟัน เกิดอาการอักเสบจนปวด มีอาการบวม ฟันโยก เกิดฝีหนองบริเวณปลายราก  หากรุนแรงมากเชื้อโรคอาจลุกลามเข้าสู่กระแสเลือด และระบบน้ำเหลืองของร่างกาย และต้องทำการรักษารากฟัน ซึ่งมีค่าใช้จ่ายที่สูง หรือต้องตัดสินใจถอนฟันทิ้ง

สาเหตุที่ทำให้เกิดฟันผุ

  • การรับประทานอาหารจำพวกแป้งและน้ำตาล

   แป้งและน้ำตาลถือเป็นสาเหตุแรกที่ก่อให้เกิดฟันผุ เพราะน้ำตาลที่อยู่ในอาหาร ขนมหวาน อย่างน้ำตาลซูโครส (Sucrose) หรือน้ำตาลที่ได้รับจากการย่อยแป้ง เมื่อสะสมมากๆ แบคทีเรียในช่องปากและน้ำตาล จะทำให้เกิดคราบจุลินทรีย์ปกคลุมผิวฟัน หรือเรียกว่า คราบพลัค (Plaque) ซึ่งเป็นต้นเหตุทำให้เกิดโรคฟันผุ หินปูน หรือโรคเหงือกได้

  • แบคทีเรียที่เกาะบนผิวฟัน

  แบคทีเรีย นอกจากจะทำให้เกิดคราบพลัคแล้ว ยังเป็นตัวที่ไปย่อยอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต และสร้างกรดอินทรีย์ เช่น กรดแลคติกออกมา ทำให้เกิดสภาวะความเป็นกรดในช่องปาก ซึ่งกรดดังกล่าวจะไปละลายแร่ธาตุบนผิวเคลือบฟัน ทำให้ผิวเคลือบฟันกลายเป็นสีน้ำตาลดำและแตกออกเป็นรูฟันผุได้

  • ระยะเวลาที่เกิดกรดในช่องปาก

   การที่ปล่อยให้มีแบคทีเรียเกาะอยู่บนผิวฟันจะทำให้เกิดสภาวะเป็นกรดในช่องปาก ดังนั้น เมื่อใดก็ตามที่รับประทานอาหาร แบคทีเรียก็จะย่อยสลายอาหารประเภทแป้งและน้ำตาล แล้วปล่อยกรดออกมา หากรับประทานอาหารจำพวกแป้งและน้ำตาลบ่อยๆ ใช้เวลารับประทานอาหารแต่ละมื้อนานขึ้น ช่องปากก็จะมีระยะเวลาที่เป็นกรดที่นานขึ้น ซึ่งหากปล่อยให้ช่องปากอยู่ในภาวะเป็นกรดนานเท่าไร โอกาสที่จะเกิดฟันผุก็ยิ่งมีมากขึ้นตามไปด้วย

  • การสูญเสียแร่ธาตุจากสภาวะกรดในช่องปาก

   การที่เชื้อแบคทีเรียทำการย่อยสลายเศษอาหารและทำให้เกิดกรดขึ้นมาในช่องปาก กรดเหล่านี้จะเข้าไปทำปฏิกิริยากับบริเวณเคลือบฟันด้านนอกและเนื้อฟัน โดยการสลายแร่ธาตุที่เป็นโครงสร้างของฟัน ทำให้ฟันผุกร่อน ซึ่งการสลายแร่ธาตุของฟันจะทำให้เกิดการสูญเสียแร่ธาตุ (Demineralization) จากตัวฟันจนกลายเป็นกระบวนการเริ่มต้นของโรคฟันผุ

ส่วนใดของฟันที่ผุได้ง่ายที่สุด

  1. ฟันผุบริเวณพื้นเคลือบฟันที่ใช้ในการบดเคี้ยว เพราะคราบแบคทีเรียซึ่งมักติดอยู่ตามร่องฟัน พบบ่อยในเด็กเนื่องจากการละเลยการแปรงฟันในบริเวณนี้
  2. ฟันผุระหว่างซอกฟัน เพราะเป็นบริเวณที่ยากต่อการเข้าถึง ซึ่งไม่สามารถทำความสะอาดได้ด้วยการแปรงฟันเพียงอย่างเดียว
  3. ฟันผุที่บริเวณรากฟัน เกิดขึ้นจากภาวะเหงือกร่น หรือการสูญเสียของกระดูกฟัน ที่มีสาเหตุมาจากโรคเหงือก หรือโรคปริทันต์อักเสบ

อาการที่พบบ่อย ที่บอกว่าเริ่มมีฟันผุ ได้แก่

  • มีอาการเสียวฟันมากขึ้น โดยเฉพาะตอนที่ดื่มหรือรับประทานอาหารที่มีรสหวาน ร้อนจัด หรือเย็นจัด
  • มีอาการปวดฟัน
  • มีเศษอาหารติดบริเวณซอกฟันบ่อยขึ้น
  • มีฟันแตกเป็นรู เป็นช่อง มีจุดสีดำที่ฟัน

วิธีการรักษาฟันผุทำได้อย่างไรบ้าง

การรักษาโรคฟันผุมีหลายรูปแบบตามระยะการเกิดโรคหรือระดับความลึกของฟันผุ แต่โดยทั่วไปวิธีการรักษาที่ทันตแพทย์เลือกใช้มีดังนี้
  • เสริมฟลูออไรด์ให้กับฟัน
   ปกติน้ำลายมีส่วนประกอบของแร่ธาตุหลายชนิด รวมถึงแคลเซียมและฟอสฟอรัส ที่เคลือบฟันสูญเสียไปจากฟันผุระยะเริ่มต้น เราสามารถเร่งกระบวนการฟื้นฟูฟันผุด้วยการเสริมฟลูออไรด์ ทำให้เคลือบฟันแข็งแรงมากขึ้น ทันตแพทย์จะใช้การเสริมฟลูออไรด์สำหรับคนไข้ฟันผุระยะแรก
  • การอุดฟัน
   เมื่อฟันผุมากขึ้น และทันตแพทย์ประเมินแล้วว่าฟันยังสามารถอุดได้ ทันตแพทย์จะเลือกใช้วิธีอุดฟัน ด้วยการกำจัดเนื้อฟันที่ผุ แล้วปิดรูด้วยวัสดุอุดฟัน แต่หากบริเวณที่ฟันผุกว้างมาก เหลือปริมาณเนื้อฟันน้อย อาจแนะนำให้ทำครอบฟัน เพื่อปิดบริเวณที่สูญเสียเนื้อฟัน
  • การรักษารากฟัน
  เป็นวิธีที่จะใช้รักษาเมื่อฟันผุลุกลามเข้าไปถึงโพรงประสาทฟันแล้ว จำเป็นต้องรักษารากฟัน ซึ่งจะช่วยให้สามารถเก็บรักษาฟันที่ผุไว้ได้แทนที่จะต้องถอนฟัน โดยทันตแพทย์จะเอาเนื้อเยื่อใน ที่อักเสบออก ทำความสะอาดโพรงเนื้อเยื่อใน แล้วปิดด้วยวัสดุอุด
  • การถอนฟัน
   ถือเป็นวิธีสุดท้ายที่ทันตแพทย์จะเลือก หลังจากประเมินแล้วว่าไม่สามารถจะรักษาฟันไว้ได้อีกต่อไป เพราะไม่เหลือเนื้อฟันเพียงพอต่อการรักษาแล้ว ซึ่งหากจำเป็นต้องถอนฟันทันตแพทย์อาจแนะนำให้ทำสะพานฟันหรือรากฟันเทียม เพื่อทดแทนฟันที่สูญเสียไป

#สามารถป้องกันฟันผุได้อย่างไร?

  • หมั่นดูแลสุขภาพช่องปาก แปรงฟันวันละสองครั้ง และใช้ไหมขัดฟันตามซอกทุกวัน
  • รับประทานอาหารที่มีน้ำตาลน้อย ลดการรับประทานอาหารรสเปรี้ยวและน้ำอัดลม
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ จำกัดเครื่องดื่มรสหวานและของว่างที่มีน้ำตาลซี่งทำให้ฟันผุได้
  • ควรพบทันตแพทย์ทุก 6 เดือนเป็นประจำ เนื่องจากฟันผุระยะแรกอาจยังไม่มีอาการใดๆ

 

สนับสนุนข้อมูลโดย: ทพ. อัครพล เล้าสุทธิพงศ์ ทันตกรรมเฉพาะทางทันตกรรมประดิษฐ์
ศูนย์การแพทย์ : ศูนย์ทันตกรรมเฉพาะทาง โรงพยาบาลบางปะกอก 9 อินเตอร์เนชั่นแนล
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทร. 1745 ต่อ ศูนย์ทันตกรรมเฉพาะทาง

Go to top
Copyright © 2019 Bangpakok Hospital All rights reserved.